กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease)

โรคกรดไหลย้อนเกิดได้อย่างไร?

ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร จะมีกล้ามเนื้อทำหน้าที่เป็นหูรูด (Sphincter) ช่วยบีบบังคับไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร ทั้งนี้เพราะกรดจะทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร ก่อให้เกิดอาการและโรคต่างๆตามมา เพราะเนื้อเยื่อหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะที่ทำให้หูรูดนี้หย่อนยาน หรือปิดไม่สนิท จึงส่งผลให้กรดและอาหารที่กำลังย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลทวนย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร

ภาวะที่ทำให้เกิดการหย่อนยาน และ/หรือการปิดไม่สนิทของหูรูดที่สำคัญ คือ อายุ กระเพาะอาหารบีบตัวได้น้อยลง และการมีความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น (เช่น ในคนอ้วนหรือในคนที่กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก/อิ่มมากเกินไป)

  • อายุ ในผู้สูงอายุเซลล์/เนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมลงรวมทั้งของหูรูดนี้ ดังนั้นจึงเกิดการหย่อนยาน ทำงานประสิทธิภาพลดลง อาหารและกรดในกระเพาะอาหารจึงดันท้นย้อนกลับเข้าในหลอดอาหาร ส่วนในเด็กอ่อนเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กอ่อนจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะแข็งแรงขึ้น
  • กระเพาะอาหารบีบตัวลดน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสูงอายุขึ้น (อายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่างๆทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งของหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อยๆเสื่อมลงๆ) หรือ จากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร หรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคลายเครียด ยาลดกรด (อ่านเพิ่มเติมใน วิธีใช้ยาลดกรด) ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ หรือจากสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน เช่น สุรา/เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ ซึ่งจากการบีบตัวลดลง จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและกรด จึงเพิ่มแรงดันในกระ เพาะอาหาร ดันให้หูรูดนี้เปิด อาหาร/กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร
  • การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดนี้เปิดหรือปิดไม่สนิท อาหาร/กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลท้นย้อนกลับเข้าหลอดอาหาร เช่นโรคอ้วน การตั้งครรภ์ อาการไอ โดย เฉพาะการไอเรื้อรัง การกินอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณสูง (กินอิ่มมากเกินไป) การกินแล้วนอนเลย และกินอาหารประเภทชนิดมีคุณสมบัติค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น อาหารไขมัน

โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • อายุ ดังกล่าวแล้ว อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน เพราะปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหารและการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร อาหารและกรดจึงไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย
  • ประเภทอาหาร และเครื่องดื่ม ได้แก่
    • ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ
    • อาหารและเครื่องดื่มที่มีสารช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ช็อกโกแลต สุรา/แอลกอฮอล์
    • เครื่องดื่มมีกาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มกลุ่มโคล่า ยาชูกำลังบางชนิด) เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น
    • อาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มและอา หารที่มีความเป็นกรด (เช่น รสเปรี้ยว มะเขือเทศ)
    • อาหารและเครื่องดื่มที่ให้แก๊สมาก (เช่น น้ำอัดลม หอม กระเทียม)
    • นอกจากนั้นแต่ละคนต้องสังเกตตนเองว่า อาหารและเครื่องดื่มประเภทใด ปริมาณอย่างไรที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หรือก่อให้เกิดอาการมากขึ้น ทั้งนี้เพราะแต่ละคนจะไวต่ออาหารได้แตก ต่างกัน
  • บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง
  • โรคเรื้อรังต่างๆที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้น ประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง
  • โรคอ้วน เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น
  • การตั้งครรภ์ เพราะเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคของกะบังลม ซึ่งมักเป็นแต่กำเนิด ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมหย่อนหรือมีช่อง กระเพาะอา หารจึงดันเข้าไปอยู่ในช่องอก ส่งผลให้มีอาหารค้างในกระเพาะอาหาร รวมทั้งเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารด้วย
  • โรคกล้ามเนื้อ และ/หรือ ของเนื้อเยื่อต่างๆ (พบได้น้อย) ส่งผลให้กล้ามเนื้อ และ/หรือเนื้อเยื่อหลอดอาหารและกระเพาะอาหารทำงานด้อยประสิทธิภาพลง

โรคกรดไหลย้อนมีอาการอย่างไร?

อาการพบบ่อยของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • อาการแสบร้อนกลางอก ซึ่งเป็นอาการสำคัญของโรคนี้ แต่พบในคนปกติเป็นครั้งคราวได้เมื่อกินอาหารมากเกินไป หรือกินอาหารรสจัด แต่เมื่อมีอาการบ่อย หรืออาการไม่หายไปภายใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ เพราะมักเกิดจากโรคกรดไหลย้อน แต่เมื่อมีอาการแสบร้อนกลางอกรุน แรง ควรต้องรีบพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลเป็นการฉุกเฉิน เพื่อแยกจากอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • เรอบ่อย โดยเฉพาะเมื่อตื่นนอนทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไร ทั้งนี้เพราะจากภาวะมีกรด และมีอาหารบางส่วนค้างในกระเพาะอาหาร
  • อาจปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ (บริเวณกระเพาะอาหาร) เรื้อรัง
  • สะอึกบ่อย
  • เจ็บคอเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนตื่นนอน จากกรดและอาหารไหลท้นถึงลำคอ ก่อการอักเสบเรื้อรังของลำคอ
  • ไอเรื้อรัง จากอาหารและกรดท้นขึ้นมาถึงลำคอ จึงเกิดลำคออักเสบเรื้อรัง
  • อาจมีเสียงแหบเป็นๆหายๆเรื้อรัง จากอาหารและกรดไหลท้นถึงกล่องเสียง ทำให้กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง
  • มีรสเปรี้ยวในช่องปากเสมอ จากมีเศษอาหารและกรดไหลท้นถึงช่องปาก
  • อาจอาเจียน หรือขย้อนอาหารออกมาได้บ่อยผิดปกติ หลังกินอาหาร
  • มีเสมหะ หรือของเหลว หรือสารคัดหลั่งไหลลงลำคอเสมอ ก่ออาการไอเรื้อรัง จากมีการอักเสบเรื้อรังของไซนัส(ไซนัสอักเสบ) สาเหตุจากอาหารและกรดท้นขึ้นมาถึงโพรงหลังจมูก
  • อาการจากโรคหืดที่ในบางรายมีสาเหตุจากโรคกรดไหลย้อน (ไอ หอบ เหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด) หรือทำให้อาการของโรคหืดที่เป็นอยู่ก่อนแล้วรุนแรงขึ้น แพทย์เชื่อว่าจากมีกรดไหลท้นสู่หลอดลม/ปอด จึงก่อการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม

แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ประวัติอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆ การส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้ และอาจตัดชิ้นเนื้อในบริเวณที่ผิดปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และอาจมีการตรวจวิธีเฉพาะอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ตรวจวัดภาวะความเป็นกรดของหลอดอาหารในขณะส่องกล้อง ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคกรดไหลย้อนอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การปรับพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เลิก/จำกัดอาหาร เครื่องดื่มที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เลิกบุ หรี่ ควบคุมน้ำหนัก, ร่วมกับเมื่อมีอาการเรื้อรังรุนแรงขึ้น แพทย์จะให้ยาต่างๆ เช่น ยาลดกรด(อ่านเพิ่มเติมในบทความ วิธีใช้ยาลดกรด) หรือยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร(เช่น ยา Metoclopramide) ซึ่งเมื่ออาการเลวลงมาก อาจต้องให้การผ่าตัดหูรูด แต่ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เพราะการผ่าตัดไม่ได้ผลดีในผู้ป่วยทุกราย

ดังนั้น ในการรักษาควบคุมโรคนี้ ผู้ป่วยต้องระลึกเสมอว่า โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย แต่รักษาควบคุมอาการได้ดี โดยต้องควบคู่กันไประหว่างการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆดังได้กล่าวในหัวข้อ สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง (อ่านเพิ่ม เติมในหัวข้อ การดูแลตนเอง) ร่วมกับการรักษาจากแพทย์กรณีเมื่อมีอาการต่อเนื่อง ซึ่งการรัก ษาด้วยยาหรือการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ไม่สามารถรักษาควบคุมโรคกรดไหลย้อนได้

โรคกรดไหลย้อนมีผลข้างเคียงไหม? รุนแรงไหม?

การพยากรณ์โรคของโรคกรดไหลย้อน คือเป็นโรคไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่เป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลถึงคุณภาพชีวิต การรักษาให้หายมักเป็นไปได้ยาก แต่การรักษาจะช่วยให้โรคสงบได้นาน และช่วยชะลอความรุนแรงของโรค

ผลข้างเคียง (ผลแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อน) ที่พบได้จากโรคกรดไหลย้อน คือ โรคคอและกล่องเสียงอักเสบเรื้อรังโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง โรคหืด และฟันผุง่าย จากช่องปากเป็นกรด และจากกรดไหลย้อนถึงช่องปาก นอกจากนั้น คือเป็นสาเหตุให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ที่อักเสบเรื้อรังเหล่านี้ อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้น การเป็นโรคกรดไหลย้อน จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อน ต้องระลึกเสมอว่าเป็นโรคเรื้อรัง ไม่มีโอกาสรักษาได้หาย แต่สามารถควบคุมอาการให้เป็นปกติ หรือใกล้เคียงปกติได้ด้วยการดูแลตนเองเพื่อการปรับพฤติ กรรมการกินและการใช้ชีวิต และร่วมกับการรักษาจากแพทย์กรณีมีอาการต่อเนื่อง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์และพยาบาลแนะนำ
  • หลีกเลี่ยงสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • กินอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง ไม่กินแล้วนอนเลย ต้องรออาหารย่อยผ่านกระเพาะอาหารไปก่อน (ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงหลังกินอาหาร)
  • สังเกตอาหารและเครื่องดื่มที่สัมพันธ์กับอาการ ทั้งประเภทและปริมาณ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือจำ กัดการบริโภค
  • งด/เลิก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักเมื่อมีโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • นอนในท่าเอนตัวเสมอ ไม่นอนราบ
  • ไม่ก้มหยิบของเมื่อกินอาหารอิ่มๆ เพราะเพิ่มความดันต่อกระเพาะอาหาร
  • ไม่ใส่เสื้อผ้าหรือรัดเข็มขัดจนแน่น เพราะเพิ่มความดันต่อกระเพาะอาหาร
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลงหรือผิดไปจากเดิม
  • รีบพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการ เมื่อ
    • อาเจียนเป็นเลือด และ/หรือ ไอเป็นเลือด
    • ไอมาก หรือ สำลักบ่อย
    • เจ็บคอมาก
    • เจ็บเวลากลืน หรือกลืนแล้วติด
    • อาเจียน หรือขย้อนอาหารบ่อยมาก
    • เจ็บหน้าอกรุนแรง
    • ปวดท้องรุนแรง
    • อุจจาระดำ ลักษณะเหมือนยางมะตอย เพราะเป็นอาการมีเลือดออกในหลอดอาหารและ/หรือในกระเพาะอาหาร(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง เลือดออกในทางเดินอาหาร)

ป้องกันโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร?

การป้องกันโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง (ที่หลีกเลี่ยงได้) ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • ปรับพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตและปฏิบัติตน ดังกล่าวแล้วในหัวข้อการดูแลตนเอง
  • ป้องกันโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • รักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง (ที่กล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *