โรคทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินอาหาร (Digestive disease)

โรคทางเดินอาหารมีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุของโรคทางเดินอาหารมีได้หลากหลาย ที่พบได้บ่อย คือ

  • การติดเชื้อ ที่เรียกโดยทั่วไปว่า โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยที่พบบ่อย คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อไวรัส โรคจากพยาธิ และที่พบได้น้อย คือการติดเชื้อราซึ่งมักพบได้สูงขึ้นในคนที่มีภูมิคุ้มต้านทานโรคต่ำ เช่น ในผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น สาเหตุ
    • จากติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อย เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค โรคบิด โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลเปบติค โรตไส้ติ่งอักเสบ
    • จากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
    • และจากพยาธิ เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบน พยาธิเส้นด้าย เป็นต้น
    • ส่วนโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้น้อย เช่น โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ โรคฝีคัณฑสูตร เป็นต้น
  • จากการทำงานแปรปรวนของกระเพาะอาหาร ลำไส้ เช่น โรคอาหารไม่ย่อย ธาตุพิการ โรคลำ ไส้แปรปรวน ท้องอืดท้องเฟ้อ
  • จากพันธุกรรม เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง โรคถุงผนังลำไส้
  • จากนิ่ว เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • จากดื่มสุรา ได้แก่ โรคตับแข็ง
  • จากอุบัติเหตุ เช่น ถูกยิง ถูกแทง หรืออุบัติเหตุจากรถยนต์
  • โรคมะเร็ง ที่พบได้บ่อย คือ โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งหลอดอาหาร ที่พบได้บ้าง คือ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งทวารหนัก และโรคมะเร็งถุงน้ำดี
  • อื่นๆ เช่น โรคริดสีดวงทวาร โรคไส้เลื่อน โรคกรดไหลย้อน และโรคแผลรอยแยกขอบทวารหนัก โรคฝีคัณฑสูตร

โรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

โรคทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย คือ โรค/ภาวะจากการแปรปรวนของการทำงานของกระ เพาะอาหารและลำไส้ เช่น ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก จากติดเชื้อแบคทีเรีย และจากโรคมะเร็ง

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินอาหาร?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินอาหาร ที่สำคัญที่สุด คือ ขาดการสาธารณสุขที่ดี โดย เฉพาะในเรื่องของน้ำดื่ม น้ำใช้ รวมทั้งการไม่มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และขาดสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) นอกจากนั้น ได้แก่

  • กินอาหารไม่สะอาด ปรุงดิบ หรือสุกๆดิบๆ หรือ อาหารค้าง อาหารแช่แข็งที่ไม่ปรุงให้สุก
  • เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
  • กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมากเกินควร
  • กินอาหารรสจัด
  • กินอาหารขาดใยอาหาร
  • ดื่มสุรา
  • สูบบุหรี่

โรคทางเดินอาหารมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญและที่พบบ่อยที่สุดของโรคทางเดินอาหาร คือ ปวดท้อง นอกนั้นได้แก่

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • ท้องผูก
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • อุจจาระเป็นเลือด
  • ตัว ตาเหลือง
  • ไม่ผายลมเมื่อมีลำไส้อุดตัน
  • ตับโตคลำได้ อาจร่วมกับอาการเจ็บใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งที่อยู่ของตับ) เมื่อมีโรคของตับ

นอกจากนี้ อาจมีอาการอื่นๆร่วมได้อีกซึ่งขึ้นกับสาเหตุ เช่น มีไข้เมื่อเกิดจากการติดเชื้อ ภาวะขาดน้ำเมื่อท้องเสียมาก คลำได้ก้อนในท้องเมื่อเกิดจากโรคมะเร็ง หรือเนื้องอก หรือมีน้ำในท้องเมื่อมีโรคมะเร็งลุกลามเข้าเยื่อบุช่องท้อง หรือมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

แพทย์วินิจฉัยโรคทางเดินอาหารได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคทางเดินอาหารได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจอุจจาระ การตรวจภาพอวัยวะในช่องท้องด้วย เอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอ และบางครั้งอาจมีการตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานต่างๆเพื่อช่วยการวินิจ ฉัยชนิดของการติดเชื้อ หรือการตรวจเพาะเชื้อจากอุจจาระ หรือการตรวจวิเคราะห์น้ำย่อยอา หาร หรือการส่องกล้องตรวจในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือ ทางเดินน้ำดี หรือการตัดชิ้นเนื้อจากเนื้อเยื่อที่ผิดปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาโรคทางเดินอาหารอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคทางเดินอาหาร คือ การรักษาสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการ

  • การรักษาตามสาเหตุ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การให้ยาฆ่าเชื้อราเมื่อโรคเกิดจากติดเชื้อรา การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบด้วยการผ่าตัดและยาปฏิชีวนะ หรือการรักษาโรคมะเร็งด้วยการผ่าตัด อาจร่วมกับรังสีรักษา ยาเคมีบำบัด หรือยารัก ษาตรงเป้า
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเมื่อกินไม่ได้หรือในภาวะขาดน้ำจากอาเจียนหรือท้องเสียมาก หรือการให้เลือดเมื่อมีอาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด จนเกิดภาวะซีด

ทั้งนี้ แพทย์ที่ให้การรักษาโรคทางเดินอาหาร คือ แพทย์ทั่วไป แพทย์เฉพาะทางอายุร กรรมทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ และ/หรือแพทย์โรคมะเร็ง ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ และความซับ ซ้อนรุนแรงของโรค

โรคทางเดินอาหารรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

ความรุนแรงของโรคทางเดินอาหารขึ้นกับสาเหตุ เช่น โรคไม่รุนแรงเมื่อเกิดจากลำไส้แปรปรวน แต่มักส่งผลให้มีอาการเรื้อรังจึงอาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต หรือเมื่อเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่โรคหายได้จากการดูแลตนเอง แต่การติดเชื้อบางโรคอาการรุนแรง อาจเป็นสาเหตุเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ เช่น อหิวาตกโรค หรือโรคไทฟอยด์ และความรุน แรงโรคจะสูงขึ้นมากเมื่อเป็นโรคมะเร็ง เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากโรคทางเดินอาหาร คือ

  • ภาวะขาดน้ำเมื่อท้องเสีย หรืออาเจียนมาก
  • ภาวะซีดเมื่อมีอุจจาระเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ภาวะลำไส้ทะลุ เช่น จากการมีแผลในกระเพาะอาหาร และ/หรือในลำไส้
  • และการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) ที่เกิดจากมีการติดเชื้อรุนแรงในทางเดินอาหาร มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือมีกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าว และอาการไม่ดีขึ้น หรืออา การเลวลงหลังการดูแลตนเอง ควรรีบพบแพทย์เสมอ

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางเดินอาหาร การดูแลตนเอง การพบแพทย์ ได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง เมื่อมียา ต้องกินให้ครบถ้วน ไม่ขาดยา
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และป้องกันโรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
  • รักษาความสะอาดในเรื่องของอาหาร และน้ำดื่ม
  • กินอาหารอ่อน รสจืด (ประเภทอาหารทางการแพทย์) กินครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
  • พักผ่อนให้ได้เต็มที่ตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ
  • รีบพบแพทย์ก่อนนัด หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการ เมื่อ อาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดไปจากเดิม หรือมีภาวะขาดน้ำ กิน/ดื่มได้น้อย ปวดท้องมาก มีไข้ ท้องเสียมาก อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือดหรือเมื่อกัง วลในอาการ

มีการตรวจคัดกรองโรคทางเดินอาหารไหม?

โรคในระบบทางเดินอาหารที่มีการตรวจคัดกรอง ที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยให้สามารถลดอัตราเสียชีวิตจากโรคได้ คือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ป้องกันโรคทางเดินอาหารได้อย่างไร?

การป้องกันโรคทางเดินอาหารที่สำคัญที่สุด คือ การป้องกันการติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุดของโรคทางเดินอาหารซึ่งการป้องกัน ได้แก่ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) และการปรับปรุงชุมชนที่อยู่อาศัยให้มีสุขอนามัยพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้ และการมีส้วมที่ถูกหลักอนามัย นอกจากนั้น คือ

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการกินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันตามควรกับสุขภาพ
  • เลิก และไม่ดื่มสุรา
  • เลิก และไม่สูบบุหรี่
  • กินอาหารปรุงสุก สะอาด ไม่ค้างคืน
  • รักษาความสะอาดอาหารและน้ำดื่ม
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเดินอาหารที่มีวัคซีนตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ เช่น วัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบ-บี และเมื่อจะเดินทางไปยังประเทศ หรือท้องถิ่นที่มีการระบาดของโรคทางเดินอาหาร ควรศึกษาว่ามีโรคทางเดินอาหารที่เป็นโรคประจำถิ่นอะไรบ้างที่มีวัคซีนป้องกัน เช่น อหิวาตกโรค โรคไทฟอยด์ หรือ ไวรัสตับอักเสบ-เอ เป็นต้น เพื่อการฉีดวัคซีนป้องกันก่อนเดินทางอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคได้อย่างเพียงพอก่อนการเดินทาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *