กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีปัจจัยเสี่ยงจากอะไรบ้าง?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ1

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ

  • ผู้หญิง ด้วยเหตุผลทางสรีรวิทยาดังกล่าวแล้วในบทนำ
  • ผู้สูงอายุ เพราะสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ดีโดยเฉพาะผู้ที่ขาดคนดูแล นอกจากนั้นมักไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว มักนั่งๆนอนๆ และดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะจึงแช่ค้างหรือกักคั่งในกระเพาะปัสสาวะ เชื้อโรค/แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตได้ดี
  • การกลั้นปัสสาวะนาน ส่งผลให้ปัสสาวะแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะ เชื้อโรคในปัสสาวะจึง เจริญเติบโตได้ดี
  • ดื่มน้ำน้อย จึงส่งผลให้ไม่ค่อยได้ปัสสาวะ ปัสสาวะจึงแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เชื้อโรคในปัสสาวะจึงเจริญได้ดี
  • โรคเบาหวาน เพราะเป็นโรคก่อการอักเสบติดเชื้อของเนื้อเยื่อต่างๆได้ง่ายรวมทั้งของกระเพาะปัสสาวะ
  • โรคที่ต้องนั่งๆนอนๆตลอดเวลา เช่น โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์/อัมพาต จะส่งผล ให้ปัสสาวะแช่ค้างอยู่นานในกระเพาะปัสสาวะ
  • เมื่อต้องใช้สายสวนปัสสาวะ โดยเฉพาะต้องคาสายสวนปัสสาวะนานๆหรือตลอดเวลาเช่น หลังผ่าตัดหรือในโรคอัมพฤกษ์/อัมพาต เพราะกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะจะเกิดการบาดเจ็บจากสายสวนนั้นจึงติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งอาจติดเชื้อจากเชื้อที่ตัวสายสวนปัสสาวะเองด้วย
  • มีโรคเรื้อรังของท่อปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะตีบจากสาเหตุต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น โรคหนองใน โรคหนองในเทียม) จึงมักมีปัสสาวะแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะ แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตได้เร็ว
  • โรคติดเชื้อของไต โรคนิ่ว ทั้งนิ่วในไตและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
  • หญิงตั้งครรภ์ เพราะการกดเบียดทับของครรภ์ต่อกระเพาะปัสสาวะมักก่อปัญหาปัสสาวะไม่หมด เกิดปัสสาวะแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
  • ใช้สเปรย์ดับกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศ เพราะจะก่อการระคายเคืองเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะ และปากช่องคลอด (ในผู้หญิง) เพิ่มโอกาสเกิดการบาดเจ็บและการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ
  • ผู้หญิงซึ่งใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความ เรื่อง การคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิ) หรือการใช้ฝา/หมวกครอบปากมดลูก (Cervical diaphragm) เพราะเป็นสาเหตุก่อการระคายเคืองและบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • ในผู้ชาย มักพบสัมพันธ์กับต่อมลูกหมากโตและ/หรือต่อมลูกหมากอักเสบ ส่งผลให้ปัสสาวะ ไม่หมด ปัสสาวะจึงแช่ค้างในกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียเจริญได้ดี กระเพาะปัสสาวะจึงอักเสบได้ง่าย

กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการพบบ่อยของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ

  • ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งละน้อยๆ ปวด เบ่ง แสบ โดยเฉพาะตอนสุดปัสสาวะ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าคือ ปัสสาวะสีชมพูหรือเป็นเลือด หรือตรวจพบ เม็ดเลือดแดงได้จากการตรวจปัสสาวะ
  • ปัสสาวะขุ่น (ปัสสาวะปกติต้องใส) หรืออาจเป็นหนองขึ้นกับความรุนแรงของโรค และ/หรือ มีกลิ่นผิดกติ
  • ปวดท้องน้อย
  • มีไข้มีได้ทั้งไข้สูงและไข้ต่ำ (พบได้บ่อยกว่า) แต่มักไม่มีไข้เมื่อเป็นการอักเสบเรื้อรัง
  • บางครั้งอาจมีสารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วยเมื่อเกิดจากติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • อาจมีคลื่นไส้อาเจียนได้เมื่อเป็นการติดเชื้อเฉียบพลัน
  • อาจมีนิ่วปนออกมาในปัสสาวะเมื่อเกิดร่วมกับนิ่วในไตหรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

แพทย์วินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจ ปัสสาวะ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์เช่น การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) การตรวจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ หรือการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ

รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ การให้ยาปฏิชีวนะ การรักษาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงเช่น รักษาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และการรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ยาแก้ปวดชนิดคลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และการดื่มน้ำมากๆเช่น วันละอย่างน้อย 8 – 10 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว

กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีผลข้างเคียงไหม?

ผลข้างเคียงจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ การลุกลามเป็นการอักเสบของไต ซึ่งเมื่อเรื้อรัง อาจส่งผลให้เกิดโรคไตเรื้อรังได้ หรือเมื่อการอักเสบติดเชื้อรุนแรงอาจลุกลามเป็นการอักเสบติดเชื้อในกระแสโลหิต/เลือด (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด) ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบรุนแรงไหม?

โดยทั่วไปกระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นโรคมีการพยากรณ์โรคที่ไม่รุนแรง รักษาได้เสมอ แต่ถ้ามีอาการมากและไม่พบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง อาจกลายเป็นการติดเชื้อรุนแรงได้ดังกล่าวแล้ว

ดูแลตัวเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ ควรพบแพทย์เสมอ เพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบมักเป็นโรคที่ไม่หายจากการดูแลตนเองเนื่องจากมีสาเหตุที่หลากหลายและควรต้องได้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งการซื้อยากินเองอาจทำให้ได้ยาไม่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค ขนาดและระยะเวลาในการใช้ยาไม่ถูกต้อง จึงอาจส่งผลให้โรคไม่หายและอาจกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังจากเกิดเชื้อดื้อยาได้

การดูแลตนเองภายหลังพบแพทย์แล้วคือ

  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 8 – 10 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน
  • พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
  • ไม่ควรใช้สเปรย์ดับกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศเพราะจะก่อการระคายเคืองเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะ และปากช่องคลอด เพิ่มโอกาสเกิดการบาดเจ็บและการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ
  • ในผู้หญิงเมื่อทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศหรือในการขับถ่าย ต้องทำจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอเพื่อป้องกันการปนเปื้อนแบคทีเรียจากปากทวารหนักสู่ปากช่องคลอดและปากท่อปัสสาวะซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะได้
  • ในผู้หญิง ไม่ใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิหรือการใช้ฝาครอบปากมดลูก (Cervical diaphragm) เพราะเป็นสาเหตุก่อการระคายเคืองและบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปากท่อปัสสาวะ และปากท่อช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสติดเชื้อรุนแรงและลดเชื้อแพร่ไปสู่ผู้อื่น
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือเมื่อกังวลในอาการ หรือปัสสาวะเป็นเลือด เพราะอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้

ป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อย่างไร?

การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่สำคัญคือ

  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นั่งแช่นานๆ
  • รักษาควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และในการขับถ่ายควรล้าง/เช็ดเมื่ออุจจาระ/ปัสสาวะ จากด้านหน้าไปด้านหลัง (ในผู้หญิง) ไม่ควรใช้สเปรย์หรือยาดับกลิ่นตัวในบริเวณอวัยวะเพศเพราะก่อการระคายเคืองเยื่อเมือกของอวัยวะเพศ จึงเพิ่มโอกาสติดเชื้อและเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่ายขึ้น
  • ในผู้หญิง ไม่ควรใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยการใช้น้ำยาฆ่าอสุจิหรือการใช้ฝาครอบปากมดลูกเพราะ เพิ่มโอกาสติดเชื้อต่อช่องคลอด ปากท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ
  • การอาบน้ำในอ่างอาจเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐานเสมอเพื่อสุขภาพแข็งแรง ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆรวมทั้งการติดเชื้อ ทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *